ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีโลกจากจีน-เยอรมัน เดินหน้าลงทุนสิงคโปร์

WM

ภาพโดย Steve Buissinne จาก Pixabay

บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีโลกจากจีน-เยอรมัน ByteDance, Tencent, DB Schenker ลุยขยายฐานลงทุนในสิงคโปร์เพิ่ม ดันเป็นศูนย์กลางธุรกิจในอาเซียนและเอเชีย

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ(สคต./ทูตพาณิชย์) ณ กรุงสิงคโปร์  ประเทศสิงคโปร์ รายงาน อ้างอิงข้อมูลจาก Straitstimes ว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจ แม้เศรษฐกิจโลกจะยังคงซบเซา แต่สิงคโปร์ยังคงสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีชั้นนำของโลกต่าง ๆ เช่น บริษัทเทคโนโลยีสตาร์ตอัพ ByteDance จากประเทศจีน ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น TikTok บริษัทสื่อสังคมและ เกมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน Tencent บริษัทโลจิสติกส์ DB Schenker ประเทศเยอรมนี

และบริษัทอื่น ๆ อีก หลายบริษัทต่างก็สนใจและทยอยเข้ามาลงทุนในสิงคโปร์ นาย Kiren Kumar รองประธานกรรมการบริหาร Economic Development Board (EDB) กล่าวว่า ภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก บริษัทจำนวนมากจากอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลกยังคงขยายการดำเนินงานในสิงคโปร์ เพื่อรองรับตลาดเอเชียและ ตลาดต่างประเทศ

เนื่องจากเห็นว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่เหมาะแก่การดำเนินธุรกิจ และต่างมีความเชื่อมั่นในด้านหลักธรรมาภิบาลในการลงทุน และการใช้แรงงานที่มีทักษะความรู้ความสามารถ บริษัท ByteDanceบริษัท ByteDance เป็นบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ตอัพ ที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกจากประเทศจีนเป็นผู้คิดค้น และพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับสร้างและรับชมคลิปวิดีโอขนาดสั้น “TikTok”

โดยแหล่งข่าวระบุว่า บริษัท ByteDance ได้มีการวางแผนให้สำนักงานของบริษัทในสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางของเอเชีย และ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายธุรกิจไปทั่วโลก รวมทั้งมีแผนที่จะลงทุนเพิ่มเติมกว่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะก่อให้เกิดการจ้างพนักงานเพิ่ม อีกหลายร้อยตำแหน่งในอีก 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะสร้างศูนย์ข้อมูล (data center) ในสิงคโปร์ ทั้งนี้เมื่อเดือนมกราคม 2563 บริษัทฯ ยังได้ยื่นขอใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจการธนาคารรูปแบบดิจิทัลในสิงคโปร์อีกด้วย

ในขณะนี้บริษัทฯมีพนักงานประมาณ 400 คน และได้มีการเปิดรับสมัครพนักงานมากกว่า 2,200 ตำแหน่ง ครอบคลุมตำแหน่งตั้งแต่เจ้าหน้าที่การเงิน ไปจนถึงผู้ให้บริการการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Privacy)

WM
ภาพโดย Nattanan Kanchanaprat จาก Pixabay

ทั้งนี้บริษัท ByteDance วางแผนที่จะเจาะตลาดเอเชียมากขึ้นหลังการประสบปัญหาในอินเดีย อังกฤษ และสหรัฐฯ จากเหตุผลเรื่องความมั่นคงของประเทศ และจากแรงกดดันของประธานาธิบดี Donald Trump ทำให้บริษัท ByteDance ต้องขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ ให้กับบริษัท Oracle อย่างไรก็ตาม ในปี 2562 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิมากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากรายได้สุทธิที่มากกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

บริษัท Tencentบริษัท Tencent ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสื่อสังคมและเกมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน ได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในสิงคโปร์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศแห่งใหม่ของบริษัท เนื่องจากสิงคโปร์เป็นศูนย์กลาง ของภูมิภาคที่มีศักยภาพและเพื่อลดความตึง เครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในขณะนี้ อีกทั้งบริษัทฯ กำลังเร่งดำเนินการพิจารณาย้ายหน่วยงานธุรกิจบางส่วน เช่น ฝ่ายจัดจำหน่ายวิดีโอเกมต่างประเทศมายังสิงคโปร์ เพื่อความสะดวกในการจัดการและการบริหารงาน

อีกทั้งยังสอดคล้องกับแผนการธุรกิจในอาเซียนอีกด้วย ทั้งนี้ ผู้ผลิตกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีของจีนพิจารณาการเข้ามาลงทุนในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน)มากยิ่งขึ้น หลังจากบริษัทฯ ประสบปัญหากับสหรัฐฯ และประเทศใหญ่อื่น ๆ โดยเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2563 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ห้ามหน่วยงานหรือบริษัทของสหรัฐฯ ทำธุรกรรมกับแอพพลิเคชั่น WeChat ของบริษัท Tencent ในขณะเดียวกันเกมที่ได้รับความนิยมของบริษัทอย่าง PUBG Mobile และ Arena of Valor ต่างถูกแบนในอินเดีย เช่นกัน

จากสาเหตุดังกล่าว ทำให้บริษัท Tencent ตัดสินใจเข้ามา ลงทุนเปิดบริษัทแห่งใหม่ในสิงคโปร์เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศอื่น ๆ ที่ นอกเหนือจากสำนักงานย่อยในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการเปิดรับพนักงานหลาย สิบตำแหน่งในสิงคโปร์สำหรับธุรกิจต่างประเทศ เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน (Cross Border Commerce) ธุรกิจ Cloud Computing และ E-Sports เป็นต้น

บริษัท DB Schenkerบริษัทโลจิสติกส์จากเยอรมัน DB Schenker ภายใต้ Deutsche Bahn ผู้ให้บริการรถไฟในเยอรมนี เป็นหนึ่งในบริษัทที่เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสิงคโปร์ โดยบริษัทได้เริ่มเปิดให้บริการคลังสินค้า Red Lion โดยมีการนำเทคโนโลยีระดับสูงมาใช้ บนพื้นที่กว่า 550,000 ตารางฟุต บริเวณเขตการค้าเสรี Airport Logistics Park ย่านชางงี (Changi) คิดเป็นมูลค่า 163 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท

นอกจากนี้บริษัทมีแผนการว่าจ้างพนักงานเพิ่ม 250 ตำแหน่ง ในส่วนปัญญาประดิษฐ์ การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) วิศวกรรมกระบวนการ (Process Engineering) Ms. Catherine Soo รองประธานฝ่ายโลจิสติกส์ และการจัดการห่วงโซ่อุปทาน กล่าวว่า

คลังสินค้า Red Lion เป็นแพลตฟอร์มที่ดีสำหรับพนักงานได้ มีโอกาสในการสัมผัสกับวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ ในอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมมากขึ้น คลังสินค้าดังกล่าวมีคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น แขนหุ่นยนต์ที่ออกแบบให้เห็นเป็นสามมิติ หรือ 3D-Vision เพื่อใช้ในการหยิบสินค้า ติดฉลากและบรรจุสินค้าภายในเวลาเดียวกัน โดยระบบดังกล่าวช่วยลดงานที่ ต้องใช้แรงงานคนไปได้มาก

นอกจากนี้ยังลดปัญหาในการรับมือการเปลี่ยนแปลงและรูปแบบต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ และคลังสินค้า Red Lion ยังใช้เทคโนโลยีที่สามารถเร่งการบริหารจัดการนำเข้าและส่งออกของการขนส่งทางอากาศได้เร็วขึ้นกว่า 40% ซึ่งจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากเมื่อต้องจัดการคำสั่งซื้อของลูกค้าปริมาณมาก เช่น อุตสาหกรรมสินค้าบริโภคและกลุ่มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ บริษัท DB Schenker เริ่มธุรกิจในสิงคโปร์มาเป็นเวลากว่า 50 ปี

ทั้งนี้ บริษัทมีความตั้งใจที่จะร่วมมือกับ สถาบันการเรียนรู้ขั้นสูงในโครงการห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทคาดหวังว่าการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่าง ๆ พร้อมกับประสบการณ์การดำเนินงานของบริษัทจะช่วยพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมนี้ต่อไป

เศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจทั่วโลก บทวิเคราะห์เศรษฐกิจ เจาะตลาดการวางแผนเศรษฐกิจ  เศรษฐกิจการเงิน เศรษฐกิจการลงทุน ติดตามข่าวเศรษฐกิจด่วน กระแสข่าวเศรษฐกิจ ที่ได้รับความสนใจ ได้ที่ doodido

ที่มา  ฐานเศรษฐกิจ