มารู้จักกับ “เหล้าอิตาลี” ชื่อดัง และประโยชน์มีมากกว่าที่เราคิด!!

WM

ชาวอิตาลีนิยมดื่มเหล้าแต่ละชนิดในช่วงเวลาที่ต่างกัน เพื่อช่วยเรียกน้ำย่อย

สำหรับ “เหล้า” เป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มที่มีกันทุกประเทศมักจะดื่มกันในงานปาร์ตี้ สังสรรค์ หรืองานเทศกาลกันโดยเป็นส่วนใหญ่ และสำหรับบางคนนั้นก็สามารถใช้ เหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เพื่อเข้าสังคมด้วยเช่นกันค่ะ ซึ่งเหล้านั้นก็เป็นเหมือนกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่แทบทุกๆประเทศก็จะมีแบรนด์  เหล้านที่ขึ้นชื่อแน่นอนค่ะว่านั่นรวมไปถึง”เหล้าอิตาลี” ด้วยเช่นกันค่ะ ซึ่งคนอิตาลีนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการดื่มพอสมควร เพราะเบียร์ในประเทศของเค้านั้น ผู้คนสามารถต้มเบียร์ดื่มเองได้

อีกสิ่งหนึ่งที่โด่งดังในประเทศอิตาลี ไม่ใช่แค่เรื่องไวน์อันเลื่องชื่อเท่านั้น แต่ยังมีความโด่งดังของเหล้าอีกหลายชนิดที่กลายมาเป็นส่วนผสมสำคัญของค็อกเทล ซึ่งมักมีจุดเริ่มต้นมาจากการทำในครัวเรือนเพื่อต้องการทำเป็นยาบรรเทาโรคต่างๆ ทำให้ในปัจจุบันชาวอิตาลียังนิยมดื่มเหล้าแต่ละชนิดในช่วงเวลาที่ต่างกันเพื่อช่วยเรียกน้ำย่อย รวมไปถึงยังช่วยย่อยอาหารได้ไปดูกันว่ามีเหล้าอิตาลีชื่อดังตัวไหนบ้างที่เราคุ้นเคย และมีประโยชน์มากกว่าที่เราคิดกันบ้าง

WM
ขอบคุณภาพจาก: https://unsplash.com/@arobj

1. Amaro

เหล้า Amaro ภาษาอิตาลีแปลว่า #ขม มีจุดเริ่มต้นจากการทำยาคิดค้นโดยนักบวช มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เพื่อใช้เป็นยาช่วงแรกเริ่มในเมืองมิลาน ต่อมามีการเสิร์ฟช่วงหลังมื้ออาหารมื้อพิเศษเพื่อช่วยย่อย ก่อนจะกลายเป็นที่นิยมไปทั่วอิตาลี และมีการต่อยอดด้วยการผสมด้วยสมุนไพร เครื่องเทศไปจนถึงผลไม้ ดอกไม้อีกหลายชนิด รวมถึงกระวานและดอกอัลเดอร์เบอร์รี่ (Elderberry) และถูกนำไปหมักบ่มต่อในถังไวน์นานหลายปีจึงเป็นเหล้าที่มีรสชาติซับซ้อนทั้งกลิ่นเครื่องเทศ และรากไม้ มีรสชาติขมอมหวาน เผ็ดเครื่องเทศ โดยมีการเพิ่มเติมสูตรแตกต่างกันไป แตกแขนงออกไปเป็นอีกหลายยี่ห้อ แต่แบรนด์ที่ดังในด้านนี้เห็นจะต้องยกให้ Fernet Branca ส่วน Amaro Braulio ก็เป็นอีกแบรนด์ที่มาจากแคว้นที่โด่งดังจากการผลิตไวน์นามว่าหุบเขาวาลเทลลินา (Valtellina) ซึ่งอยู่ในแคว้น Lombardy ตอนเหนือของอิตาลี Amaro  นิยมเสิร์ฟหลังอาหารแบบเพียว ดื่มกับน้ำแข็ง หรือบางทีก็นิยมเสิร์ฟพร้อมกาแฟ

2. Amaretto

เป็นเหล้าที่เริ่มต้นผลิตช่วงศตวรรษที่ 16 โดยแม่หม้ายที่ทำเหล้าชนิดนี้ให้ศิลปินที่เธอชื่นชอบ เป็นเหล้าอีกชนิดที่ช่วยย่อยอาหาร จึงนิยมเสริ์ฟหลังอาหารเย็นแม้ความหมายของชื่อจะแปลว่า #ขมเล็กน้อย แต่ตัวดั้งเดิมจริงๆ ของ Amaretto กลับมีรสหวาน เหล้าอัลมอนด์อันโด่งดังที่เป็นส่วนผสมของขนมหวานและค็อกเทลหลากหลายชนิด สีเข้ม รสชาติหวานซึ่งส่วนประกอบก็ต่างไปตามแบรนด์ต่างๆ แต่ส่วนใหญ่ผสมด้วยน้ำมันอัลมอนด์ สมุนไพรหลายชนิดและน้ำมันที่ได้จากเมล็ดแอปริคอท จึงมักนิยมเสิร์ฟแบบออนเดอะร๊อคและยังมีการนำเหล้าไปทำค็อกเทลอมาเร็ตโตแบบเปรี้ยวด้วย

3. Anisette

เหล้าสีใสที่ได้จากการกลั่นมาจากของเมล็ดพืชโป๊ยกั๊ก (Anis) นี้จัดว่าเป็นเหล้าอีกตัวที่ดื่มง่ายแม้ Anisette จะกลั่นจากโป๊ยกั๊กเหมือนเหล้า Sambuca แต่ถ้าเปรียบรสชาติแล้วจะหวานกว่านิยมดื่มในแถบประเทศเมดิเตอร์เนียน แบรนด์แรกที่ทำและโด่งดังมากคือ Marie Brizard Anisette เริ่มมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1755 ซึ่งต้องการใช้เพื่อใช้เป็นยา จนภายหลังเป็นที่นิยมไปทั่วยุโรปโดยเฉพาะ สเปน  ฝรั่งเศส และอิตาลี Anis มีคุณประโยชน์ทางยา ช่วยแก้ไอและเจ็บคอได้เป็นอย่างดี เป็นเหล้าที่ไม่มีสี มักนิยมดื่มเพียวๆ หรือผสมน้ำ หรือไปผสมสูตรค็อกเทลได้อีกหลายเมนู

WM
ขอบคุณภาพจาก: https://unsplash.com/@dadivafoodstyling

4. Sambuca

เป็นเหล้าที่เรียกได้ว่าเป็นญาติสนิทกับเหล้า Anisette เพราะมันผลิตจากการกลั่น โป๊ยกั๊ก หรือ จันทน์แปดกลีบเหมือนกัน เริ่มมีขายช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ในเมืองชีวีตาเวคเคีย(Civitavecchia) จนในปี 1945 เกือบใกล้สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้บังคับบัญชา Angelo Molinari เริ่มผลิต Sambuca Extra Molinari ที่ทำให้เจ้าเหล้าตัวนี้กลายเป็นที่นิยมไปทั่วอิตาลี Sambuca มีทั้งสีดำและสีขาว แต่สีขาวใสยังเป็นที่นิยมมากกว่าโดยนิยมเสิร์ฟแบบเพียวๆ แบบออนเดอะร็อก บางครั้งมีการผสมน้ำ เสิร์ฟแบบจุดไฟ (Flaming Cocktail) บางครั้งชาวอิตาลีนิยมผสมไปกับกาแฟ จนได้เป็นเมนูที่เรียกว่า caffè corretto

 

5. Grappa

เหล้าสีอำพันเหลืองทองเกิดจากการกลั่นจากทั้งกากองุ่น เมล็ด และสิ่งที่เหลือกระบวนการทำไวน์ และนำไปหมักในถังบาร์เรล ต้นกำเนิดของเหล้าชนิดนี้ว่ากันว่ามาจากนักทำไวน์แถบเมืองทางเหนือของเมือง Bassano del Grappa  ซึ่งอยู่ในแคว้นเวเนโต(Veneto) ทางเหนือของประเทศอิตาลีเป็นที่ทำเหล้าชนิดนี้แบบดั้งเดิม รสชาติของเหล้าชนิดนี้จึงขึ้นอยู่กับพันธุ์ขององุ่นเป็นหลัก แต่แอบซ่อนกลิ่นคาราเมลซึ่งมักมีอยู่ในคาแรกเตอร์ขององุ่น โดยทั่วไปนิยมจิบในอุณหภูมิห้อง ’ จิบหลังอาหารเย็นซึ่งมีฤทธิ์ช่วยย่อยได้

WM
ขอบคุณภาพจาก: https://unsplash.com/@rinckad

 

7. Campari 

เหล้าสีแดงรสชาติจัดจ้านด้วยเครื่องเทศ มีจุดเริ่มต้นมากตั้งแต่ปีค.ศ. 1860 ณ เมืองโนวารา (Novara) ในแคว้นปีเอมอนเต (Piedmont)  ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี โดย Gaspare Campari และปัจจุบันมีการขายไปทั่วโลกกว่า 200 ประเทศ Campari เป็นเหล้าที่ดื่มก่อนรับประทานอาหารเพื่อช่วยเรียกน้ำย่อย เอกลักษณ์ของเหล้าชนิดนี้คือรสชาติจัดจ้านของสมุนไพรและเครื่องเทศกว่า 60 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นเปลือกส้ม มะกรูด ผักรู-บาบ โสม และสมุนไพรหลากชนิด สามารถดื่มแบบออนเดอะร็อค อีกทั้งยังเข้ากันได้ดีกับวิสกี้และว็อดก้า หรือจะใช้ผสมเป็นเครื่องดื่มค็อกเทลง่ายๆ มักเสิร์ฟเรียกน้ำย่อยคู่กับ โทนิกหรือผสมเป็นส่วนหนึ่งของ Negroni cocktail หรือ Spritz cocktail แต่สำหรับชาวอิตาลียังผสมโซดาเข้าไปด้วย เรียกว่า ‘Aperitivo’ ทำให้รสชาติออกไปทางขมนิดหวานสมุนไพรหน่อย เครื่องดื่มนี้จัดว่าเป็นที่นิยมมาก

8.Strega

เหล้าสีเหลืองอิตาลีที่ผลิตมาจากหญ้าฝรั่น ซึ่งจัดเป็นสมุนไพรราคาแพงที่สุดอีกชนิดในโลก มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1860 โดย S. A. Distilleriain ที่เมืองเบเนเวนโต (Benevento) แคว้นกัมปาเนีย (Campania) ของประเทศอิตาลี คำว่า “Strega” แปลว่า #แม่มด ซึ่งมาจากตำนานเรื่องแม่มดของเมืองที่เป็นต้นกำเนิด แต่ทีเด็ดคือรสชาติหวานหอมของสมุนไพร ซ่อนด้วยรสมินต์ และยี่หร่า รวมไปถึงส่วนผสมลับอีกกว่า 70 ชนิด ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยย่อยได้ดีแนะนำให้ดื่มแบบเพียวเพื่อการได้ลิ้มรสที่แท้จริง คนอิตาลียังนิยมนำเอาเหล้าตัวนี้ไปทำ Torta Caprese หรือเค้กอิตาลีที่มีส่วนผสมของช็อกโกแลต แป้งอัลมอนด์และวอลนัทซึ่งมีต้นหรับจากเกาะกาปรี ซึ่งเป็นเกาะในทะเลดิเตอร์เรเนียน อยู่ทางทิศใต้ของอ่าวเนเปิลส์ ในแคว้นกัมปาเนีย ของประเทศอิตาลี

WM
ขอบคุณภาพจาก: https://unsplash.com/@kamilamac_visuals

9.Vermouth

เหล้าสมุนไพรที่ทำมาจากไวน์ บรั่นดี น้ำองุ่น สมุนไพร เครื่องเทศ รากไม้ เครื่องเทศ และดอกไม้ เหล้าชนิดนี้ถือกำเนิดมาตั้งแต่ยุคโรมันรุ่งเรือง ซึ่งกลายมาเป็นที่นิยมทั้งในประเทศฝรั่งเศส และประเทศอิตาลี ในเวลาต่อมา เวอร์มุธซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งให้กลิ่นและรสแตกต่างกันไป ฝรั่งเศสถนัดทำเวอร์มุธแบบดรายและสีใสส่วนอิตาลีเด่นในการทำเวอร์มุทแบบหวานและมีสีแดงซึ่งมีชื่อเรียกเป็นภาษาอิตาลีว่า Bianco เวอร์มุธสไตล์อิตาลีสีแดงนี้เกิดจากสีน้ำตาลที่ได้จากคาราเมล Antonio B Carpano คือคนที่เริ่มผลิตมาตั้งแต่ประมาณปีค.ศ. 1786 ที่เมืองตูริน(Turin) เมืองหลวงของแคว้นปีเอมอนเต (Piemontese) ในประเทศอิตาลี ทำให้เหล้าตัวนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว นิยมดื่มเรียกน้ำย่อยแบบเพียวๆ บางคนนิยมใส่โซดา บางคนนิยมบีบเลมอนเพิ่มรสชาติเข้าไปทำให้สดชื่นยิ่งขึ้น

 

เป็นอย่างไรบ้างคะ หลังจากที่ได้รู้จักกับเหล้าอิตาลีแต่ละชนิด สำหรับเหล้าพวกนี้นั้นเรียกได้ว่า เป็นเหล้าที่มีชื่อเสียงพอตัวเลยล่ะค่ะ แต่อย่าไรก็ตามเหล้าของอิตาลีนั้นไม่ได้เพียงแค่นี้เท่านั้นนะคะ ในวันนี้ที่ DooDiDo หยิบยกขึ้นมาพูดเป็นเพียงแค่ส่วนที่เป็นที่นิยมเท่านั้น ซึ่งเหล้าแต่ละชนิดนั้นก็จะแตกต่างกันไปตามปกติเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสี กลิ่น รสชาติ หรือสัมผัส แต่ถ้าหากว่าใครที่ต้องการ อยากที่จะหาซื้อเหล้าอิตาลีมาดื่มดูแล้วล่ะก็ลองหาซื้อตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำใกล้บ้านคุณก็อาจจะมีด้วยนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา: www.cookingatcasa.com