พิษลดดอกเบี้ย – เลิกให้กู้กลุ่มเสี่ยง ธปท. คัดลูกค้าเข้ม

นอนแบงก์โวยธปท. พิษลดดอกเบี้ย รายย่อย ผลักลูกค้ากลุ่มเสี่ยง-ชี้เศรฐกิจเปราะบาง ซบหนี้้นอกระบบ ดอกสูงกว่า 10 เท่า

พิษลดดอกเบี้ย ที่ปรับลดลงถึง 2-4% ทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลสินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อจำนำทะเบียน เพื่อรองรับมาตรการช่วยเหลือรอบแรกที่สิ้นสุดในเดือนกันยายน เนื่องจากมีความวิตกกังวลว่า ลูกหนี้จะไม่สามารถผ่อนชำระได้ โดยมาตรการปรับลดเพดานดอกเบี้ยลง 2-4%  ซึ่งถึงแม้จะมองว่าเป็นประโยชน์สำหรับลูกหนี้รายย่อย ทำให้ภาระผ่อนชำระหนี้ต่อเดือนลดลง แต่จะเป็นความเสี่ยงของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าเปราะบาง ในกลุ่มที่มีรายได้ตํ่ากว่า 30,000 บาท และมีความเสี่ยงจะเป็นหนี้เสีย

เพราะสถาบันการเงินจะเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยกู้ ซึ่งในที่สุดจะผลักให้ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบได้ ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ต้องหันไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบแทน

โดยแหล่งข่าวจากผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย (นอนแบงก์) ได้เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการไม่โต้แย้งในการที่ธปท.ทำการลดดอกเบี้ยลงมา แต่สิ่งที่ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย ทำได้อันดับแรกคือ การตัดกลุ่มลูกค้าที่ทำแล้วไม่คุ้มออก เช่น กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง จะเป็นกลุ่มแรกที่ตัดทิ้ง เพราะไม่ทำกำไรอยู่แล้ว

ดอกเบี้ย
ภาพจาก pixabay

แต่ลูกค้าดีที่ทำกำไร ตรวจสอบเครดิตได้พวกนี้ ส่วนใหญ่จะแข่งขันแย่งชิงกันอยู่แล้ว โดยต้องสนับสนุนนโยบายช่วยเหลือประชาชนของธปท.ในการปรับลดเพดานดอกเบี้ย โดยที่ประชาชนไม่ต้องถูกผลักออกไปกู้หนี้นอกระบบแทน

ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ประกอบการสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อไม่มีหลักประกันมีหลายขนาด โดยผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อยที่เป็นรายใหญ่นั้นพออยู่ได้ แต่ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อยที่เป็นรายเล็กยังมีจำนวนมากในท้องถิ่นและปล่อยกู้วงเงินไม่มาก ย่อมไม่สามารถจะสู้ต้นทุนทางการเงินได้

หากธปท.ปรับลดดอกเบี้ยลง 4%(คำนวณจาก 28% เหลือ 24%) ขณะที่ผู้ประกอบการนอนแบงก์รายกลางถึงเล็ก มีต้นทุนเงินกู้จากสถาบันการเงินตั้งแต่ 4.5-6% และล่าสุดลดลงมาอยู่ที่ 3.5-4.2%ต่อปี แต่ผู้ให้กู้มีพอร์ตลูกค้ารายย่อยในท้องถิ่นวงเงินกู้ไม่สูงมาก จะคิดดอกเบี้ยถูกกว่าดอกเบี้ยนอกระบบ

ดังนั้น จึงอยากจะขอให้ ธปท.ดูรายเล็กด้วย เพราะผู้ให้กู้รายเล็กมีต้นทุน ค่าบริหารจัดการพนักงานและสำนักงาน, ภาษี, ค่าติดตามหนี้, กันสำรองหนี้ตามมาตรฐาน TFRS9 ถ้าลดเพดานดอกเบี้ยลงมากต่อไปจะเหลือแต่รายใหญ่ผูกขาดตลาด ส่วนรายเล็กต้องปิดตัวเองไป และลูกค้าต้องหันไปใช้เงินกู้นอกระบบมากขึ้นทั้งนี้ในทางปฏิบัติได้เสนอธปท.พิจารณาลดเพดานดอกเบี้ยลงตามวงเงิน

โดยภาพรวมเสนอให้ลดเพดานดอกเบี้ยอยู่ที่ 26% และเสนอให้คิดดอกเบี้ยตามวงเงินปล่อยกู้ เช่น 100,000 บาทคิดดอกเบี้ย 24% หรือวงเงินกู้ 20,000 บาท คิดดอกเบี้ย 26% ต่อปี กรณีสินเชื่อจำนำทะเบียน ถ้าวงเงินให้กู้ตํ่า ควรอิงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ที่ 36% แต่ผู้ให้จำนำทะเบียนขอลดเหลือ 26% หรือ 25%

สินเชื่อบุคคล
ภาพจาก pixabay

โดยในขณะนี้้ธุรกิจสินเชื่อแข่งขันสูงมาก ซึ่งลูกค้าสามารถเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและเลือกให้บริการกับผู้ประกอบการ 5 อันดับในแต่ละประเภทธุรกิจอยู่แล้ว ซึ่งลูกค้าดี หนี้เสียตํ่า สถาบันการเงินจะคิดดอกเบี้ยในอัตรากว่า 10% เท่านั้นไม่เกี่ยวกับเพดาน จะคิดดอกเบี้ยสูงเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็นแม่ค้าในตลาด มอเตอร์ไซด์ เพราะกลุ่มนี้มักจะตามหาไม่เจอ ดังนั้นหากมีความเสี่ยงสูงเกิน ผู้ประกอบการจะปรับตัวไม่ปล่อยกู้ในกลุ่มนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการได้เสนอต่อธปท.กรณีปรับลดเพดานดอกเบี้ย ขอให้จำกัดเ)พาะลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิดเท่านั้น ซึ่งมี 6.7 ล้านล้านบาท คิดเป็น 30% ของสินเชื่อรวม โดยในจำนวนนี้เป็นสินเชื่อรายย่อยมากที่สุดถึง 40% ที่เหลือเป็นรายใหญ่กับเอสเอ็มอี

ซึ่งปีนี้ผู้ประกอบการเจอผลกระทบทั้งรายได้ที่ลดลงและหนี้เสียเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพยุงเอ็นพีแอลด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ พักชำระหนี้ แต่หลังจากสิ้นสุดมาตรการรอบแรก คาดว่าเอ็นพีแอลจะเพิ่มขึ้นทั้งระบบ 30%ในไตรมาส 3


เศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจทั่วโลก บทวิเคราะห์เศรษฐกิจ เจาะตลาดการวางแผนเศรษฐกิจ เศรษฐกิจการเงิน เศรษฐกิจการลงทุน ติดตามข่าวเศรษฐกิจด่วน กระแสข่าวเศรษฐกิจ ที่ได้รับความสนใจ ได้ที่ doodido

ที่มา ฐานเศรษฐกิจ