ขอบชะนาง สมุนไพร แก้อาการเบื่ออาหาร ยาขับปัสสาวะ

WM

ภาพจาก medthai

สรรพคุณของสมุนไพร ขอบชะนาง แดง-ขาว ช่วยแก้อาการเบื่ออาหาร ยาขับปัสสาวะ ปวดฟัน

ขอบชะนาง มีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ[5] มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ ขอบชะนางแดงและขอบชะนางขาว โดยจัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกจำพวกหญ้า และเลื้อยแผ่ไปตามดินแต่ยอดจะตั้งขึ้น ลำต้นมีขนาดใหญ่กว่าก้านไม้ขีดเพียงเล็กน้อย โดยเป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นตามเรือกสวนริมร่อง และขึ้นตามพื้นที่ร่มเย็นที่มีอิฐปูนเก่า ๆ หรือตามที่ผุพัง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้ผล[1] ลำต้นอยู่เหนือดิน ตั้งตรงเองได้ ลำต้นเรียบมีความสูงได้ประมาณ 2-3 ฟุต[5]

ขอบชะนาง ชื่อวิทยาศาสตร์ Gonostegia pentandra (Roxb.) Miq.  (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Pouzolzia pentandra (Roxb.) Benn.) จัดอยู่ในวงศ์กะลังตังช้าง (URTICACEAEหรือ CECROPIACEAE)[1],[2]

สมุนไพรขอบชะนาง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หญ้ามูกมาย (สระบุรี), ขอบชะนางขาว หนอนตายอยากขาว หนอนขาว ขอบชะนางแดง หนอนตายอยากแดง หนอนแดง (ภาคกลาง), หญ้าหนอนตาย (ภาคเหนือ), ตาสียาเก้อ ตอสีเพาะเกล (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), เปลือกมืนดิน เป็นต้น[1],[2]

ใบขอบชะนาง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน โดยใบของขอบชะนางแดงจะมีลักษณะเป็นรูปใบหอก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร ส่วนขอบชะนางขาวจะมีลักษณะของใบเป็นรูปค่อนข้างมนและกลมหรือเป็นรูปไข่ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร เส้นใบของทั้งสองชนิดสามารถมองเห็นได้เด่นชัด เป็นเส้น 3 เส้น ใบจะมีขนาดใหญ่ประมาณ 2 กระเบียดนิ้ว ยาวประมาณ 1 นิ้วครึ่ง ถึง 1 นิ้วฟุต สีของใบและต้นของขอบชะนางจะเป็นสีม่วงอมสีแดง เฉพาะแผ่นใบนั้นสีจะเด่นชัด คือ หลังใบจะเป็นสีเขียวเข้มอมสีแดง และท้องใบจะเป็นสีแดงคล้ำ แต่ถ้าเป็นขอบชะนางขาวสีของใบจะเป็นสีเขียวอ่อน ๆ และทั้งสองชนิดจะมีขนเล็กน้อยอยู่ทั้งบนแผ่นใบและตามลำต้น[1],[2]

ดอกขอบชะนาง ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามระหว่างซอกใบและตามกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก เป็นแบบแยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน เป็นดอกเพศผู้กับดอกเพศเมีย โดยดอกของขอบชะนางแดงจะเป็นสีแดง ส่วนดอกของขอบชะนางขาวจะเป็นสีเขียวอมเหลืองหรือสีนวล[1],[2]

ผลขอบชะนาง ผลเป็นผลแห้งไม่แตกแบบ achene[1] ผลเป็นสีน้ำตาลออกเป็นกระจุกตามซอกใบ มีขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เมื่อแห้งแล้วจะร่วงหล่นลงบนดินหรือปลิวไปตามลม ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 1-2 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะกลมรีสีน้ำตาลและมีขนาดเล็กมาก[5]

WM
ภาพจาก medthai

สรรพคุณของขอบชะนาง

  1. ช่วยแก้อาการเบื่ออาหาร (ใช้ผลแห้ง โดยใช้สูตรเดียวกับการรักษาอาการปวดท้อง)[1]
  2. ช่วยแก้อาการอาเจียนเป็นฟอง (ใช้ผลแห้ง โดยใช้สูตรเดียวกับการรักษาอาการปวดท้อง)[1]
  3. ยอดอ่อนที่แตกใหม่ นำมากลั่นด้วยไอน้ำ ใช้รักษาอาการปวดหูได้ (ยอดอ่อน)[1]
  4. ผลแห้งนำมาบดเป็นผง แล้วใช้ทายาง ๆ บริเวณจมูกหรือนำมาใช้อุดฟัน จะช่วยแก้อาการปวดฟันได้ (ผล)[1]
  5. เปลือกต้นนำมาต้มผสมกับเกลือเค็ม ใช้อมรักษาโรครำมะนาด (โรคที่มีการอักเสบของอวัยวะรอบ ๆ ฟัน หรือโรคเหงือกอักเสบ) (เปลือกต้น)[1]
  6. เหง้าอ่อนใช้ปรุงเป็นอาหาร ใช้รับประทานช่วยบรรเทาอาการปวดมวนท้องได้ดี และยังช่วยขับลมในลำไส้ได้อีกด้วย (เหง้าอ่อน)[1]
  7. ใช้เป็นยาระบาย ด้วยการใช้เหง้าสดนำมาตำแล้วคั้นเอาแต่น้ำ 1 แก้ว แล้วผสมกับมะขามเปียกและเกลือใช้รับประทานได้ (เหง้าสด)[1]
  8. ช่วยรักษาอาการปวดท้อง ด้วยการใช้ผลของชะนางแห้งที่เอาเปลือกออก และพริกหาง ใส่เปลือกอบเชย แปะชุก ตังกุย แล้วนำมาคั่วและบดให้เป็นหยาบ ๆ โสม แล้วตัดส่วนหัวออก ให้ใช้อย่างละ 15 กรัม หู่จี้ แล้วคั่วให้แตกบดแบบพอหยาบ ๆ เปลือกส้ม 1 กรัม นำมาแช่กับน้ำและเอาใยสีขาวออก ชวงเจีย คั่วพอให้หอม 1 กรัม แล้วนำทั้งหมดมาบดรวมกันผสมกับน้ำผึ้ง แล้วปั้นเป็นยาเม็ดขนาดเท่าเมล็ดถั่ว ใช้รับประทานร่วมกับน้ำขิงครั้งละ 30 เม็ดเมื่อเริ่มมีอาการ (ผลแห้ง)[1]
  9. ทั้งต้นนำมาปิ้งกับไฟแล้วชงกับน้ำเดือด ใช้เป็นยาขับพยาธิในเด็ก (ทั้งต้น)[1] ส่วนใบก็ใช้เป็นยาขับพยาธิได้เช่นกัน (ใบ)[5]
  10. ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ (ทั้งต้น)[1],[2]
  11. ใช้เป็นยารักษาโรคหนองใน (ต้นของขอบชะนางทั้งสอง)[1],[5]
  12. เปลือกต้นนำมาหุงกับน้ำมันใช้ทาริดสีดวง (เปลือกต้น)[1]
  13. ขอบชะนางทั้ง 2 ชนิดนำมาปรุงเป็นยาขับโลหิตประจำเดือนของสตรี[1] ตำรายาไทยใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับประจำเดือนของสตรี (ทั้งต้น)[2]
  14. ใช้เป็นยาขับระดูขาวของสตรี (ต้นของขอบชะนางทั้งสอง)[1],[5]
  15. ช่วยขับน้ำคาวปลาหลังการคลอดบุตรของสตรี ด้วยการใช้เหง้าสดนำมาตำแล้วคั้นเอาแต่น้ำ 1 แก้วแล้วผสมกับมะขามเปียกและเกลือใช้รับประทานได้ (เหง้าสด)[1]
  16. ใบนำมาใช้ต้มกับน้ำอาบหลังคลอดของสตรี (ใบ)[1]
  17. ต้นมีสรรพคุณช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย (ต้น)[5]
  18. ใบใช้เป็นยาทารักษากลาก (ใบ)[1]
  19. ใช้รักษาเกลื้อน ด้วยการนำเหง้าสดมาหั่นเป็นแผ่นแล้วจุ่มลงในเหล้าขาว ใช้ทาบริเวณที่เป็นเกลื้อนเช้า, เย็น หรือจะใช้เหง้าแห้งนำมาบดเป็นผงแล้วผสมกับน้ำมันมะพร้าวใช้ทาก็ได้ ส่วนดอกสดก็สามารถนำมาใช้ทารักษาโรคเกลื้อนได้เช่นกัน (เหง้า, ดอกสด)[1]
  20. ใบนำมาตำใช้พอกรักษาฝีและแก้อาการปวดอักเสบ (ใบ)[2]
  21. เปลือกต้นใช้เป็นยารักษาพยาธิผิวหนัง (เปลือกต้น)[1]
  22. ช่วยแก้พิษต่าง ๆ (ขอบชะนางทั้งสอง)[4]
  23. ใบใช้เป็นยารักษาอาการปวดเมื่อยตามข้อได้ (ใบ)[1]
  24. เปลือกต้นใช้เป็นยาดับพิษในกระดูกและในเส้นเอ็น (เปลือกต้น)[1]
  25. น้ำจากใบสดช่วยขับน้ำนมของสตรี (ใบ)[3]
  26. ข้อมูลจากศูนย์สมุนไพรทักษิณระบุว่าขอบชะนางทั้งสองมีสารที่ช่วยแก้โรคมะเร็งได้ (ขอบชะนางทั้งสอง)[4]
  27. ใบใช้รักษามะเร็งเพลิง รักษามะเร็งลาม (ใบ)[5]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของขอบชะนาง

  • ในเมล็ดของขอบชะนางพบว่ามีสาร l’-acetoxychavicol acetate และสาร l’-acetoxyeugenol acetate ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการรักษาแผลเรื้อรังที่กระเพาะอาหารและลำไส้[1]
  • สารที่สกัดด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์จากเหง้าขอบชะนางจะมีฤทธิ์ที่สามารถช่วยขับเสมหะในกระต่ายได้ค่อนข้างดี และยังทำให้มีเมือกในหลอดลมเพิ่มมากขึ้น และส่วนที่ระเหยจะไปช่วยในการกระตุ้นต่อมขับน้ำเมือกที่หลอดลม และส่วนที่ไม่ระเหยนั้นจะซึมผ่านเยื่อที่กระเพาะอาหาร มีผลทำให้ขับเสมหะ โดยน้ำระเหยของขอบชะนางนี้จะมีฤทธิ์ระคายเคืองต่อผิวหนังและเยื่อเมือก การรับประทานเข้าไปจะมีฤทธิ์ในการขับลมและลดการบีบตัวของลำไส้ที่บีบตัวแรงผิดปกติ นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้ทำเป็นยาพ่นที่มีฤทธิ์ในการฆ่าแมลงวันได้เป็นอย่างดี[1]

ประโยชน์ของขอบชะนาง

  • ต้นสด ดอก และใบใช้เป็นยาฆ่าแมลง ฆ่าหนอน ช่วยรักษาวัวควายที่เป็นแผลจนถึงแผลเน่าขนาดใหญ่ ด้วยการตำใบสดพร้อมเติมปูนขาวลงไป แล้วนำไปยัดใส่แผลที่มีหนอน จะทำให้หนอนตายและยังช่วยในการรักษาแผลได้อีกด้วย (ต้นสด)[1],[2]
  • ทั้งต้นมีรสเบื่อเมา นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เอามาวางไว้ที่ปากไหปลาร้าที่มีหนอน อีกไม่นานหนอนก็จะตาย (ต้นและดอกใบ)[1],[5]
  • รากนำมาตำให้ละเอียดแช่กับน้ำฟอกล้างผมเป็นยาฆ่าเหา[5]

สมุนไพรไทย แพทย์แผนไทย สมุนไพรประจำบ้าน ที่คนไทยรู้จักกันดี สรรพคุณเป็นยา รักษาโรคได้ ควรมีติดไว้ประจำบ้าน พืชที่ใช้เป็นยารักษาโรค หรือ เสริมสุขภาพ ช่วยในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้เป็นอย่างดี การหาความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรกับชีวิตประจำวัน

สมุนไพรที่ได้จากส่วนของพืชโดยตรง (พืชวัตถุ) โดยส่วนต่างๆ ที่นำมานั้นมีสารที่สามารถใช้เป็นยาได้ ได้แก่ ใบ ดอก ผล เปลือกผล เมล็ด เปลือกเมล็ด รากหรือหัว ต้น แก่น กระพี้ เนื้อไม้ เปลือกไม้ สมุนไพรที่ได้จากอวัยวะของสัตว์ (สัตว์วัตถุ) ได้แก่ ตับ ดี นอ เขา เอ็น เลือด น้ำมัน มูล ฯลฯ เช่น ขี้ผึ้ง รังนก น้ำมันตับปลา สมุนไพรที่ได้จากแร่โดยธรรมชาติหรือสิ่งที่ประกอบขึ้นจากแร่ธาตุต่างๆ ตามกรรมวิธี (ธาตุวัตถุ) นำมาใช้เป็นยา  ติดตามได้ที่ doodido

ที่มา : medthai.com

  1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  “ขอบชะนาง”.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  หน้า 95-97.
  2. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  “ขอบชะนาง”.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  หน้า 171.
  3. ไทยเกษตรศาสตร์.  “ประโยชน์ของชอบชะนาง”.  อ้างอิงใน: ศาสตราจารย์ ดร.พเยาว์ เหมือนวงษ์ญาติ.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaikasetsart.com.
  4. ศูนย์สมุนไพรทักษิณ, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.  “รายชื่อสมุนไพรแบ่งตาม สรรพคุณเภสัช”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: herbal.pharmacy.psu.ac.th.
  5. ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์.  “หญ้าหนอนตายหยาก”.  อ้างอิงใน: หนังสือสมุนไพร..ไม้พื้นบ้าน (นันทวัน บุญยะประภัศร).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก:  www.sbg.uru.ac.th/page/database.php.